วันที่ 27 ตุลาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ชลัท ศานติวรางคณา ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วมการประชุมสรุปผลการดำเนินงานและขยายผลสู่อนาคต “From Evidence to Active Future” ภายใต้โครงการ CYPAS (Children and Youth Physical Activity Studies) เพื่อผลักดันแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมร่วมแสดงเจตจำนงความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาวะของเด็กและเยาวชนไทย ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร
โครงการ CYPAS ดำเนินงานโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 0–24 ปี โดยการประชุมครั้งนี้มีการสรุปผลการดำเนินงานวิจัยและแลกเปลี่ยนแนวทางขยายผลสู่การปฏิบัติ พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคีเครือข่ายจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
โอกาสนี้ อาจารย์ ดร.ทรงทรรศน์ จินาพงศ์ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ และนักวิจัยโครงการ CYPAS ได้ร่วมเวทีเสวนา “Making a Real Change for Active Future” นำเสนอผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากการดำเนินงานโครงการและแนวทางนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของเด็กและเยาวชน โดยนำเสนอข้อมูลจากการวัดกิจกรรมทางกายด้วยเครื่องวัดความเร่ง (Accelerometer) ซึ่งผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาศักยภาพครูในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของเด็กปฐมวัยและเด็กวัยเรียน ผ่านการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมตามช่วงวัยและการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่มีคุณภาพ (Quality Physical Education: QPE) ตลอดจนข้อมูลสถานการณ์กิจกรรมทางกายของเยาวชนในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแนวทางส่งเสริมกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมสนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านโภชนาการควบคู่กับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ผ่านการให้คำปรึกษาทางวิชาการ การพัฒนาสื่อความรู้สำหรับเด็ก ผู้ปกครอง และครู ตลอดจนการวิจัยที่เชื่อมโยงภาวะโภชนาการ สมรรถภาพทางกาย และกิจกรรมทางกาย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสุขภาวะของเด็กและเยาวชนไทยอย่างรอบด้าน และผลักดันการนำหลักฐานทางวิชาการไปใช้ประโยชน์ในระดับนโยบายและการปฏิบัติต่อไป

